หลังจากฝึกวิชาเป็นเวลา 1 ปีเต็มๆ ผมได้สอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น (JLPT) ระดับ N2 ซึ่งในปีนี้มีการย้ายสนามสอบไปอยู่ที่อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา มีคนสอบประมาณ 1900 คน เลยทำให้ตึกดูเล็กกว่าที่ควรจะเป็น

ตอนประมาณบ่ายโมง หลายๆ คนก็ไปยืนรอที่ลิฟต์ ซึ่งจุคนได้ประมาณ 10 คนมั้ง ที่ไม่เข้าใจคือผมต้องขึ้นไปชั้น 7 แล้วเดินออกทางบันไดหนีไฟเพื่อลงมาห้องสอบชั้น 6… ทำไมไม่ทำให้ลิฟต์จอดชั้น 6 เลยก็ไม่รู้

อีกเรื่องที่อยากบ่นเกี่ยวกับสนามสอบคือ ห้องน้ำเล็กมาก แม้จะดูหรู แต่คงไม่เหมาะสำหรับการสอบเท่าไรนัก จัดเป็นห้องประชุมน่าจะเหมาะกว่า

เวลาประมาณบ่ายโมงสิบนาที เข้าห้องสอบ ในห้องมี 50 คน ซึ่งจะนั่งติดๆ กัน แต่ก็ไม่ถึงกับแขนชนแขน

2015-12-06 15.24.34

ห้องสอบ นั่งติดๆ กันแบบนี้แหละ


เริ่มสอบ

ในระดับ N2 จะมีข้อสอบ 2 ชุด คือวิชาความรู้ภาษา (ตัวคันจิ คำศัพท์ ไวยากรณ์) และการอ่านรวมอยู่ในเล่มเดียว และวิชาการฟังอีกเล่มหนึ่ง ซึ่งต่างจากระดับ N3 ที่แยกไวยากรณ์และการอ่านไว้อีกเล่มนึง ข้อดีคือเอาเวลาที่เหลือจากการทำโจทย์คันจิกับคำศัพท์มาทำพาร์ทการอ่านได้ แต่ข้อเสียคือคันจิติดกันเป็นพรืด มองแล้วตาลาย

พาร์ทคำอ่านคันจิ ไม่ยาก แต่ลังเล 現象 อยู่สักพัก คำนี้อ่านว่า げんしょう หรือ げんじょう กันแน่

พาร์ทสร้างคำที่มีเฉพาะ JLPT N2 ประกอบคำให้ถูกต้อง เช่น 不 無 非 未 ต้องใช้ให้เป็น

พาร์ทไวยากรณ์ ไม่มีอะไรซับซ้อนมากนัก ออกตรงไปตรงมา โดยเฉพาะบทความ 回転すし

พาร์ทการอ่าน เนื้อเรื่องที่นำมาให้อ่านถือว่าซับซ้อนขึ้นมากเมื่อเทียบกับ N3 บทความน่าจะตัดมาจากนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ ส่วนมากจะเป็นจับใจความ ว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไร ไม่ก็ถามว่า そこหมายถึงอะไร (การอ่านแบบยาว ที่เป็นเนื้อเรื่องประมาณว่าทำยังไงถึงจะเป็นนักเขียน สามข้อนั้นทำไม่ทัน)

พาร์ทการอ่านหาข้อมูลสองข้อสุดท้าย ที่ให้ตอบว่าควรเข้าคอร์สไหนในพิพิธภัณฑ์ ง่ายกว่าที่คิดไว้เยอะเลย

ขอบ่นนิดหน่อยเกี่ยวกับพาร์ทการอ่าน คนออกข้อสอบดูท่าทางน่าจะชอบคำว่า 意識 เจอบ่อยมาก ไม่รู้ทำไม

หลังจากนั้น พักสิบนาทีแล้วเริ่มทำข้อสอบการฟัง ซึ่งพูดเร็วพอสมควร ยกเว้นผู้ชายพูดเร็วมากๆ แอบคิดในใจว่าลิ้นไม่พันกันบ้างเลยเหรอ กรูฟังไม่ออก

พาร์ท 5 ข้อ 3 ที่พูดเรื่องอาสาสมัคร สติหลุด ฟังคนที่สองไม่ทัน ว่าคุณสมบัติเป็นยังไง รู้แค่คนที่สามทำความสะอาดบ้าน และคนที่สี่ถนัดคอมพิวเตอร์

สรุป กุมภาพันธ์ 2016 เดี๋ยวก็รู้